ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของนางสาวสุพิชชา จินดารัตน์ค่ะ
Wellcome

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565

การเรียนรู้ครั้งที่ 16

     วันนี้อาจารย์ได้มีการพบปะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการสอบว่าจะออกประมาณไหน ควรเขียนอย่างไร และพูดเรื่องการทำ Blog ว่าควรทำอย่างไรให้พร้อมกับการตรวจ ทำให้เป็นปัจจุบัน ควรเพิ่ม ควรปรับตรงไหนบ้าง แล้วอาจารย์ก็เลิก Class เร็วเพื่อให้มานั่งจัดการ Blog

การเรียนรู้ครั้งที่ 15

     วันนี้อาจารย์ให้เขียนความรู้ที่ได้ตั้งแต่เรียนมาคาบแรกจนถึงปัจจุบันว่าได้อะไรไปบ้าง มีทักษะอะไรบ้างที่ได้ไปแล้วเป็นประโยชน์ และเจตคติที่มีต่อการเรียนกับอาจารย์ (ชอบหรือไม่ชอบอะไร)



    หลังจากที่ได้เขียนในส่วนนั้นไปแล้วก็ได้มีการเรียนเกี่ยวกับเพลงเด็ก ได้ฝึกร้อง ได้ลุกขึ้นเต้น และได้มีการออกแบบสถานการณ์ที่ว่า ถ้าเราเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง จะมีวิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กโดยให้สอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างไร เป็นการจับคู่ทำงาน 2 คนแล้วให้ออกไปแสดงบทบาทสมมติให้กับเพื่อนๆและอาจารย์ดูที่หน้าชั้นเรียน



การเรียนรู้ครั้งที่ 14

    วันนี้ได้มีการพูดคุยทบทวนเกี่ยวกับสิ่งที่เคยเรียนไปและบอกถึงแนวข้อสอบว่าจะออกประมาณไหนบ้างแบบคร่าวๆ และได้มีการทบทวนเรื่อง พัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยการให้ทำแผนผังความคิดเป็นรายบุคคล ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อด้วยกัน คือ พัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการด้านสติปัญญา พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ และพัฒนาการด้านสังคม โดยให้เขียนแยกเป็นทฤษฎีของบุคคลหลักๆที่ควรรู้ ดังภาพ



การเรียนรู้ครั้งที่ 13

 วันนี้อาจารย์ให้จับกลุ่มทำงานในหัวข้อ ลักษณะของเด็กในศตวรรษที่ 21 ว่าควรที่จะมีลักษะอย่างไรบ้าง กลุ่มของหนูเลยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆก่อน คือ ลักษณะด้านความรู้ ก็คือ 3R และ ลักษณะด้านอารมณ์ ก็คือ 8C (ตอนที่ทำในกระดาษเขียนขาดไป 1 C)

จากการทำสรุปข้อมูลลงในแผ่นกระดาษและผ่านการติชมจากอาจารย์มาแล้ว ลักษณะของเด็กในศตวรรษที่ 21 ก็คือ 3R8C 

3R (Hard Skills) ได้แก่

    1.Reading : อ่านออก

    2.(W)Riting : เขียนได้

    3.(A)Rithmetic : คิดเลขเป็น

8C (Soft skills) ได้แก่

    1.Critical thinking and problem solving : ทักษะการคิดวิเคราะห์ อย่างมีวิจารณญาณและสามารถแก้ปัญหาได้

    2.Creativity and innovation : ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์และการคิดเชิงนวัตกรรม

    3.Cross-cultural understanding : ความเข้าใจในความแตกต่างและกระบวนการคิดของแต่ละวัฒนธรรม

    4.Collaboration teamwork and leadership : ความสามารถในการร่วมมือกันทำงานเป็นทีม และมีภาวะความเป็นผู้นำ

    5.Communication information and media literacy : ทักษะในการสื่อสารข้อมูล และการรู้เท่าทันสื่อ

    6.Computing and IT literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และความเข้าใจในเทคโนโลยี

    7.Career and learning skills : ทักษะด้านอาชีพและความสามารถในการเรียนรู้

    8.Compassion : ความมีเมตตากรุณา มีคุณธรรม รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมไปถึงการมีระเบียบวินัย





วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565

การเรียนรู้ครั้งที่ 12

 

สรุปรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู

แนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind’s Parenting Styles

การจะพัฒนามนุษย์ให้เป็นประชากร ที่มีคุณภาพมีปัจจัย 2 ด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 1) ปัจจัยด้านพันธุกรรม และ 2) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม โดยพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดขีดความสามารถหรือแนวโน้มของพัฒนาการ ส่วนสภาพแวดล้อมจะเป็นตัวผลักดันทำให้พัฒนาการนั้นเร็วหรือช้า โดยเฉพาะรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ถือได้ว่าเป็นปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลสูงต่อพัฒนาการมนุษย์

Baumrind ได้ทำการวิเคราะห์แบ่งองค์ประกอบพฤติกรรมของ บิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรออกเป็น 2 มิติ กว้างๆ คือ  1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา (Controlling / Demand) และ 2. มิติการตอบสนองความรู้สึกเด็ก (Responsive) เขาได้ผสมผสาน 2 มิติดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style)

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style)

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style)

ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind และได้จำแนกรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบที่ 4 เพิ่ม คือ

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style)

สรุปเป็นตารางได้ดังนี้


จากผลสรุปในงานวิจัยพบว่า รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพ ที่สามารถหล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ที่มีความสามารถในการปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความสามารถในการกำกับตนเอง ตลอดจนมีพัฒนาการ ทางอารมณ์ที่ดีได้นั้น ก็คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ เนื่องจากเป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่ผสมผสานระหว่างมิติการตอบสนองความรู้สึกของเด็ก และมิติการควบคุมพฤติกรรมของเด็กได้อย่างดี ส่วนรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู 3 แบบที่เหลือ ได้แก่ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม แบบตามใจ และแบบทอดทิ้ง ล้วนเป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่ขาดประสิทธิภาพ ส่งผลทางลบต่อเด็ก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมก็ยังมีลักษณะทางบวกได้อยู่ คือ มีการควบคุมตนเองสูง มีวินัยสูง และมีความซื่อสัตย์สูง

กล่าวได้ว่า รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่เป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพสามารถหล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนเจริญเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ

การเรียนครั้งที่ 11

        เอากิจกรรมที่ช่วยกันคิดในกลุ่มมาทำลงเป็นใบงานให้เรียบร้อย แล้วให้เลือกมา 1 กิจกรรมเพื่อทำขึ้นมาแล้วลองให้เด็กได้เล่นจริง

            สมาชิกดังนี้

        1.นางสาวศุภาวิณี ชินวงศ์  เลขที่ 4

        2.นางสาวสุพิชชา จินดารัตน์ เลขที่ 5

        3.นางสาวณัฏฐณิชา วงศ์มานะโรจน์ศรี เลขที่ 24

        4.นางสาวภัทรวรรณ อุตรชน เลขที่ 31





            กิจกรรมที่เลือกมาคือ กิจกรรมพาสีกลับบ้าน




การเรียนครั้งที่ 10

             ให้แบ่งกลุ่มแล้วช่วยกันออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 3 ช่วงวัย ได้แก่ 

        1.พัฒนาการในช่วงแรกเกิด - 1 ปี 

        2.พัฒนาการในช่วง 1 - 2 ปี 

        3.พัฒนาการในช่วง 2 - 3 ปี 

            ลงในกระดาษโดยใช้หัวข้อดังนี้ ชื่อกิจกรรม วัตถุประสงค์ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ ขั้นตอนการทำ วิธีการเล่น และประโยชน์ของกิจกรรม


การเรียนรู้ครั้งที่ 16

      วันนี้อาจารย์ได้มีการพบปะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการสอบว่าจะออกประมาณไหน ควรเขียนอย่างไร และพูดเรื่องการทำ Blog ว่าควรทำอย่างไรให้พร้อมกั...