ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของนางสาวสุพิชชา จินดารัตน์ค่ะ
Wellcome

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 8

วันนี้อาจารย์ให้แบ่งกลุ่ม 4 คน ทำแผนผังความคิดเรื่องการออกแบบกิจกรรมสำหรับเด็กแรกเกิด - 3 ปี โดยจะแบ่งออกเป็น

1).พัฒนาการของเด็กแรกเกิด – 1 ปี

2).พัฒนาการของเด็ก 2 ปี – 3 ปี

3).พัฒนาการของเด็ก 2 ปี – 3 ปี

4).สรุปพัฒนาการของเด็กตั้งแต่แรกเกิด – 3 ปี

ภายในหัวข้อเหล่านี้ก็จะเขียนกิจกรรมที่ส่งเสริมเรื่องพัฒนาการด้านต่างๆ เหล่านั้นลงไปด้วย








วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 7

ทำงานกลุ่มหัวข้อ สื่อในการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มหนูจะมีหัวข้อทั้งหมด 6 หัวข้อ ได้แก่ กิจกรรมเคลื่อนไหวและการเข้าจังหวะ กิจกรรมส่งเสริมประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กิจกรรมการศึกษา กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมเล่นตามมุม โดยกลุ่มหนูจะเลือกมา 1 หัวข้อเพื่อที่จะใช้ยกตัวอย่างสื่อที่ส่งเสริมการเรียนรู้ให้เห็นภาพมากขึ้น คือ หัวข้อกิจกรรมเคลื่อนไหวและการเข้าจังหวะ ค่ะ   ทำออกมาในรูปแบบของการทำคลิปเล่านิทานเพลง เรื่อง กระต่ายกับเต่า














วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 6

อาจารย์ให้นักศึกษาเขียนหัวข้อเด็กปฐมวัยโดยมีหัวข้อย่อย 8 หัวข้อ ได้แก่ อายุของเด็กปฐมวัยเริ่มตั้งแต่กี่ขวบถึงกี่ขวบ พัฒนาการต่างๆ วิธีการเรียนรู้ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง หลักการอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สื่อในการส่งเสริมการเรียนรู้ และการประเมินการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย โดยนำเสนอออกมาในรูปแบบของแผนภาพความคิด หลักจากนั้นให้จับกลุ่มเพื่อเลือกหัวข้อมา 1 หัวข้อ จากทั้งหมด 8 หัวข้อข้างต้น โดยกลุ่มของหนูเป็นกลุ่ม 3 คนค่ะ      ได้หัวข้อ สื่อในการส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อมานำเสนอให้เพื่อนๆ ฟัง โดยให้ไปช่วยกันคิดวิธีการนำเสนอเอง



หลังจบคาบได้มาพูดคุยวางแผนกันถึงรูปแบบของงานที่จะทำโดยให้เห็นเป็นแนวทางที่ตรงกันว่าจะทำออกมาโดยใช้ฟิวเจอร์บอร์ดในการนำเสนอ และมีการทำสื่ออื่นๆ ตามหัวข้อที่ได้รับมาประกอบกับการนำเสนอด้วย




วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 5

วิธีการเลี้ยงดูรูปแบบต่างๆ

1. แบบเอาใจใส่  คือ การอบรมเลี้ยงดูที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองสนับสนุน เลี้ยงดูแบบใช้เหตุผล ให้ความรักความอบอุ่นและใส่ใจต่อเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กเป็นตัวของตัวเองรับฟังเหตุผลจากเด็ก อยู่ภายใต้ขอบเขตของความพอดี และสนับสนุนให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในครอบครัว

2. แบบควบคุม คือ การอบรมเลี้ยงดูที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองมีความเข้มงวด เรียกร้องและคาดหวังกับเด็กสูง แต่ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กโดยสิ้นเชิง มีการจัดระบบการควบคุมและวางกฎเกณฑ์ให้เด็กปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด เด็กมีหน้าที่เชื่อฟังและยอมรับ และลงโทษเมื่อเด็กทำไม่ได้ตามที่หวังเอาไว้

3. แบบตามใจ คือ การอบรมเลี้ยงดูที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองปล่อยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ตามการตัดสินใจของเด็กไม่เรียกร้องหรือควบคุมพฤติกรรมอย่างมีขอบเขต เด็กสามารถแสดงออกซึ่งความรู้สึกและอารมณ์ได้อย่างเปิดเผย พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่มีอำนาจในการควบคุมพฤติกรรมของเด็ก และต้องให้ความรัก ความอบอุ่นและตอบสนองความต้องการของเด็ก

4. แบบทอดทิ้ง คือ การอบรมเลี้ยงดูที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนองความต้องการของเด็ก ไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่ และเพิกเฉยต่อเด็กพอๆ กับการไม่เรียกร้อง วางมาตรฐานพฤติกรรม หรือคาดหวังอะไรในตัวเด็กเลย

5. แบบประชาธิปไตย คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบใช้เหตุและผลในการดูแล ไม่ตามใจหรือเข้มงวดจนเกินไป มีเหตุผล ยอมรับความสามารถและความคิดเห็น มีความรักความเอาใจใส่อย่างเป็นกันเอง และคอยให้การสนับสนุนตามโอกาส

6. แบบทอดทิ้ง คือ การอบรมเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กรู้สึกด้อยค่า ไม่ได้รับการเอาใจใส่ สนับสนุนหรือให้คำแนะนำ มักใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรงและไม่มีเหตุผล และยังปล่อยปละละเลยความเป็นอยู่ของเด็ก

7. แบบให้ความคุ้มครองมากเกินไป  คือ การอบรมเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองไม่มีอิสระ ไม่ได้ทำตามความต้องการของตัวเองหรือทำอะไรด้วยตัวเอง เวลาจะทำอะไรก็ต้องอยู่ในสายตาของพ่อแม่หรือผู้ปกครองตลอดและคอยให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 4

 สื่ออันนี้เราใช้ทำอะไรกับเด็กได้บ้าง และเด็กได้รับอะไรจากการใช้สื่อนี้

ใช้ในการฝึกความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้ในการระบายสีผลงาน ใช้เป็นสื่อการสอนแทนบัตรคำได้โดยการใส่คำเข้าไปในปาก ถ้าเราออกแบบเป็นหลายๆรูปแบบแล้ว เราสามารถใช้สอนเกี่ยวกับภาพนั้นได้ เช่น วาดสัตว์ ก็ได้สอนเรียกชื่อสัตว์ เป็นต้น หรือจะประกอบการเล่านิทาน เพื่อให้เด็กเพลิดเพลิน และเห็นภาพได้มากขึ้น สามารถสอนให้เด็กคิดว่าถ้าไม่ใช้กระดาษ เราสามารถใช้อะไรแทนได้บ้าง ฝึกให้เด็กได้ประยุกต์ใช้สิ่งของเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ และสามารถใช้ซ้ำได้ เหมือนเป็นการปลูกฝังให้เด็กไม่ยึดติดกับสิ่งเดิม รู้จักยืดหยุ่น

ในคาบเรียนวันนี้อาจารย์ให้เราระบายสีรูปแบบที่อาจารย์มีมาให้ตามจินตนาการ เพื่อให้สามารถนำมาใช้เป็นสื่อการสอนได้ ของหนูได้รูปฮิปโปมาค่ะ หลังจากระบายสีแล้วขอตั้งชื่อน้องว่า น้องฟ้าค่ะ เพราะน้องตัวโทนสีฟ้าดูใจดี





หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้ออกแบบเป็นของตัวเองหนึ่งตัวค่ะ โดยที่ยังไม่ต้องระบายสีแค่ตัดเส้นอย่างเดียวเพราะอาจารย์จะเอาไปถ่ายเอกสาร เผื่อเราจะนำไปใช้เป็นสื่อการสอนได้ในอนาคตค่ะ หนูทำออกมาเป็นรูปน้องไก่ใส่เอี๊ยมค่ะ ชื่อน้องกุ๊ก ให้เป็นเพื่อนกับน้องฟ้า





วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 3

    วันนี้อาจารย์ให้เขียนเพลงกล่อมเด็กที่แม่เคยกล่อมเราแล้วเราจำได้ เขียนความรู้สึกที่มีต่อเพลงว่าฟังแล้วรู้สึกอย่างไร แล้วน้ำเสียงที่แม่ร้องให้ฟังเป็นแบบไหน หลังจากนั้นให้เขียนเพลงกล่อมเด็กที่เราชอบลงไปพร้อมกับเนื้อเพลง พร้อมทั้งเขียนว่าเนื้อเพลงนี้ต้องการให้เด็กเรียนรู้อะไรบ้าง ต่อจากนั้นก็ให้แบ่งกลุ่มตามเนื้อเพลงแต่ละภาคที่ตัวเองเขียนแล้วให้สมาชิกในกลุ่มเลือกเพลงที่ชอบและจะร้องด้วยกันมา 1 เพลง ของหนูได้กลุ่มภาคกลาง เลยแบ่งได้กลุ่มละ 4 คน เพลงที่เลือกคือเพลง จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า อาจารย์ให้เวลาฝึกร้อง 1 ชม. แล้วออกมาร้องให้เพื่อนๆฟัง


1. เพลงจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า

จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า ขอช้างขอม้าให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง ขอเตียงตั่งให้น้องข้านอน ขอละครให้น้องข้าดู ขอยายชูเลี้ยงน้องข้าเถิด ขอยายเกิดเลี้ยงตัวข้าเอง

1.2 ความรู้สึกกับบทเพลง

ฟังแล้วรู้สึกเคลิ้ม ทำให้ทุกครั้งที่แม่ร้องเพลงนี้กล่อมให้ฟังก็รู้สึกง่วงนอน แล้วก็หลับสบาย

1.3 ลักษณะการร้อง แม่จะร้องแบบลากเสียงเอื่อยๆ ค่อยๆ ร้อง น้ำเสียงนิ่มๆ ไม่กระแทกเสียง

2. เลือกเพลงที่ชอบมาหนึ่งเพลง เพลงเต่ากับกระต่าย

เต่าตัวลายเดินย้ายโคลงเคลง กระต่ายฮัมเพลงเดินสวนทางมา ให้นึกขำขันเจ้าเต่าท้องนา เชื่องช้าดังกับปลิง มันจึงเปรยแกมเย้ยท้าทาย แข่งความไวกันไหมเจ้าปลิง เจ้านั้นชักช้าน่าเบื่อเสียจริง ต่อให้วิ่งไปก่อน เพราะทนงในตัวเกินไป จึงหลงเอนกายพิงไม้พักผ่อน สายลมโชยหวิวไหวชายชอน กระต่ายเจ้าจึงนอนหลับปุ๋ยเย็นใจ กระต่ายทะนงลืมหลงลืมตน ตื่นมาจนอาทิตย์ลาไป รีบลุกผลุนผลันดั้นด้นพฤกษ์ไพร แต่ช้าไปแล้วสิ

2.1 เนื้อหาของเพลงที่ต้องการให้เด็กรู้

ทำให้เด็กเพลิดเพลินไปกับนิทานที่เป็นบทเพลง ได้ลุ้นว่ากระต่ายหรือเต่าที่จะชนะการแข่งวิ่ง ได้ปลูกฝังให้เด็กไปในตัวว่า เราไม่ควรไปเยาะเย้ยคนอื่น หรือทนงในตนเองเกินไป เพราะเราอาจจะไม่ได้เก่งหรือดีกว่าคนอื่นขนาดนั้น

3. เหตุผลที่เลือกเพลง จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า

ที่เลือกเพลงนี้เพราะเพลงมีความยาว พร้อมทั้งมีเนื้อหาในการร้องเพลงที่ดูมีเรื่องราว และทุกคนร้องได้ ทุกคนเลยตกลงกันว่าเลือกเพลงนี้ค่ะ






วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

การเรียนครั้งที่ 2

วันนี้เป็นการเรียนครั้งที่สองของวิชาการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย วันนี้ได้ทำกิจกรรมเป็นงานเดี่ยว โดยการแบ่งกระดาษเป็น 4 ส่วนโดยกะจากสายตา แล้ววาดวงกลมพร้อมกับวาดรูปพ่อกับแม่ไว้ตรงกลาง เขียนแยกประเด็นไปรอบๆโดยใช้การวนทางขวา แยกออกไปเป็น 7 หัวข้อหลักๆ ได้แก่ สิ่งที่ทำให้นึกถึงพ่อกับแม่ การอบรมเลี้ยงดู ผลที่เกิดจากการเลี้ยงดู การอบรมเลี้ยงดูที่เราคิดว่าเหมาะสมที่สุด การส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็ก และบทบาทหน้าที่ของครูและผู้ปกครอง หลังจากนั้นให้ไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆที่ได้รับการเลี้ยงดูคล้ายกัน แล้วแบ่งกลุ่มละ 5 คน หลังจากนั้นให้แลกเปลี่ยนแนวคิดของงานตัวเองกับของเพื่อนในกลุ่มว่ามีตรงไหนที่แตกต่างกันบ้าง แล้วนำงานของทุกคนติดลงในกระดาษแผ่นใหญ่พร้อมกับตกแต่งผลงานให้สวยงาม

สรุปการเรียนรู้วันนี้ ได้เรียนรู้ถึงแนวคิดในการเลี้ยงดูแบบต่างๆว่ามีอะไรบ้าง เช่น การเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย การเลี้ยงดูแบบเข้มงวด หรือการเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย เป็นต้น และรู้ว่าเมื่อเลี้ยงดูแต่ละแบบแล้วจะมีผลลัพธ์ในการเลี้ยงดูเป็นอย่างไร  ได้รู้ว่าพัฒนาการของเด็กและวิธีการเรียนรู้ของเด็กมีอะไรบ้าง


 

งานเดี่ยว




งานกลุ่ม

การเรียนรู้ครั้งที่ 16

      วันนี้อาจารย์ได้มีการพบปะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการสอบว่าจะออกประมาณไหน ควรเขียนอย่างไร และพูดเรื่องการทำ Blog ว่าควรทำอย่างไรให้พร้อมกั...